อย่างที่เราได้พบเจอกันจนชินตา เมื่อมีการจัดแถลงข่าวหรือค่ำคืนของการแข่งขัน ” ชาตรี ศิษย์ยอดธง “ ประธานและผู้บริหารสูงสุดของ ONE Championship
มักจะเห็นเขาปรากฏตัวอยู่เสมอ และแน่นอนว่าชายผู้นี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกคนนึงแห่งวงการศิลปะการต่อสู้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่รู้จักชาตรีในบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังรายการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขาก็มีเรื่องราวอีกมากมายเกี่ยวกับชายผู้นี้
ที่มากกว่าฐานะหัวเรือใหญ่แห่ง ONE Championship

จากการดิ้นรน ที่ผ่านความยากลำบากมาจนประสบความสำเร็จ ด้วยความมุ่งมั่นอันเต็มเปี่ยมของเขา นี่คือเรื่องราวที่จะทำให้เราได้รู้จักผู้ชายที่ชื่อ ชาตรี ศิษย์ยอดธง มากยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้ ผูชายคนนี้ มีแตกต่างจากผู้บริหารคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรมศิลปะการต่อสู้ก็คือ เขาผ่านจุดที่เป็นนักกีฬามาก่อน และเขาก็ภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมาก

เขารู้จักมวยไทยตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนได้ฝึกวิชาในค่ายดังของประเทศอย่าง ศิษย์ยอดธง เขาผ่านเวทีระดับอาชีพ และยังคงลงนวมซ้อมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ถ้านับตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็ล่วงมามากกว่า 30 ปีเลยทีเดียว

นอกจากมวยไทยแล้ว ชาตรียังเรียนรู้ศาสตร์บราซิเลียน ยูยิตสู ก่อนเป็นเจ้าของระดับสายม่วง ภายใต้การดูแลของ เรนโซ เกรซี จากความคลั่งไคล้ในศิลปะการต่อสู้
ในที่สุด ชะตาชีวิตก็พาชาตรีมาสู่ EVOLVE MMA หนึ่งในโรงยิมชั้นนำของทวีปเอเชีย และ ONE Championship

“ผมยังฝึกซ้อมมวยไทยอยู่ทุกวัน รวมถึงเสริมทักษะบราซิเลียน ยูยิตสู เล็กๆ น้อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือความรักอย่างบ้าคลั่ง
ในศิลปะการต่อสู้จะพาผมมาถึงจุดที่ให้กำเนิดเหล่าองค์กรที่ผมรักอย่าง ONE Championship, Evolve MMA, Evolve University, Evolve Vacation และ Evolve Fight Gear
บางครั้งผมก็สงสัยว่าชีวิตผมจะเป็นอย่างไรนะ? ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เดินเข้าไปในค่ายมวยศิษย์ยอดธง”

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Tufts University ชาตรีได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Harvard Business School ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาพลิกชีวิต
หลังจากครอบครัวต้องประสบสถานะล้มละลาย

ช่วงเวลาใน Harvard ของชาตรีนั้นไม่ง่ายเลย เขาได้กินอาหารแค่หนึ่งมื้อ ด้วยเงินแค่ 2-3 ดอลลาร์ต่อวันเท่านั้น แต่เพราะการทำงานหนักและความเพียรพยายามของเขาทำให้ผ่านจุดนั้นมาได้
ก่อนสานต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 1999

“ในตอนนั้นผมมีกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตผมไว้ ผมอายมากที่ครอบครัวยากจน ผมต้องเก็บมันเป็นความลับสมัยที่เรียน Harvard
การได้กินแค่วันละมื้อไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องไปบอกใครๆ โดยเฉพาะเมื่อคุณเรียนที่ Harvard ผมรอดชีวิตมาได้ด้วยเงินไม่กี่ดอลลาร์ต่อวัน ผมต้องระมัดระวังจนถึงขั้นทำตารางค่าใช้จ่ายรายวัน
แค่ค่ารถไฟใต้ดินหรือค่ารถโดยสารผมยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ” ชาตรีกล่าวถึงความหลัง

แต่ในที่สุด เขาก็ได้เริ่มต้นธุรกิจใน Silicon Valley ก่อนจะหันมาลงทุนหุ้นใน Wall Street จนสร้างรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูคุณแม่และครอบครัวของเขา
ซึ่งก่อนหน้านี้พบกับชีวิตที่ยากลำบากมาตลอด

ก่อนที่เขาจะก้าวมาเป็นหัวเรือใหญ่ขององค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับพันล้านดอลลาร์ ชาตรี ศิษย์ยอดธง อยู่ในระดับท็อปของโลกมาก่อนแล้ว ด้วยวัยเพียง 37 ปี
ชาตรีเป็นเจ้าของกองทุน Hedge Fund กองเงินสำหรับการลงทุนที่มาจากนักลงทุนหรือสถาบัน โดยมีผู้บริหารกองเงินเป็นผู้ดำเนินการลงทุนให้ ที่มีมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
แต่ความสำเร็จทางการเงินยังไม่เพียงพอที่จะดับกระหายเป้าหมายและความหลงใหลในตัวเขาได้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เขายอมทิ้งชีวิตใน Wall Street เมื่อปี 2011 ก่อนใช้ความรักในศิลปะการต่อสู้มาเติมเต็มความปรารถนาที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง จนเป็นจุดกำเนิดของ ONE Championship
9 ปีต่อมา ONE Championship กลายเป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักกีฬาระดับโลกมากกว่า 550 คน และดีกรีแชมป์โลกมากกว่า 140 คนจากหลากหลายศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงมารวมตัวกัน

“ศิลปะการต่อสู้เป็นสิ่งที่ผมหลงใหลในชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทั้งในฐานะผู้เรียน, นักสู้, ครู และโค้ช มาเกือบ 35 ปี มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมหลายด้าน
มันมอบความกล้าหาญ, ความแข็งแกร่ง, ระเบียบวินัย, ความอ่อนน้อมถ่อมตน, จริยธรรมในการทำงาน และอื่นๆ อีกมากมาย เหนือสิ่งอื่นใด มันทำให้ผมมีจิตวิญญาณแห่งนักรบ
ในการเอาชนะความทุกข์ยาก และความปรารถนาในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมติดหนี้ศิลปะการต่อสู้อย่างมากกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต
ไม่ต้องมีคำถามเลยว่าอะไรที่ทำให้ผมยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้”

ด้วยความที่ ONE Championship เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ชาตรี ศิษย์ยอดธง มองหาผู้คนมากมายมาร่วมแบ่งปันภูมิปัญญาทางศิลปะการต่อสู้และความเข้าใจในการเป็นผู้ประกอบการ
นั่นจึงทำให้รายการ The Apprentice ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

เช่นเดียวกับผู้เข้าแข่งขันที่ประสบความสำเร็จมาก่อนของ The Apprentice ชาตรีกำลังมองหาผู้ช่วยที่มีจิตวิญญาณนักรบเหมือนเขาและมีความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

“ในฐานะที่ปรึกษาของคุณ ผมจะสอนถึงวิธีการทำสิ่งดีๆต่อโลกตามความต้องการของหัวใจ รวมไปถึงวิธีสร้างรายได้ที่มากเกินกว่าคุณจะจินตนาการผ่านปรัชญาแห่งชัยชนะของผม
ผมพร้อมจะแบ่งปันบทเรียนจากจุดเริ่มต้นสู่ 1 พันล้านดอลลาร์ เหนือสิ่งอื่นใด ผมจะแสดงให้เห็นว่าคุณก็มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตที่ใฝ่ฝันได้เช่นกัน”

ผู้เข้าแข่งขัน 16 คนจากทั่วทุกมุมโลกจะเข้าร่วมชิงโอกาสเข้าทำงานมูลค่า 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรง
จากชาตรีที่สำนักงานใหญ่ของ ONE Championship ณ ประเทศสิงคโปร์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *